Key Takeaway
- XML Sitemap คือไฟล์ที่ช่วยให้ Google ค้นพบและทำความเข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น
- แม้เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะสามารถถูกค้นพบผ่าน Internal Link ได้ แต่ XML Sitemap ยังมีประโยชน์สำหรับเว็บไซต์ใหม่ เว็บไซต์ขนาดใหญ่ หรือเว็บไซต์ที่มีหน้าเว็บจำนวนมาก
- ปัจจุบัน CMS อย่าง WordPress สามารถสร้าง XML Sitemap ได้อัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนไฟล์เอง
- หลังสร้าง XML Sitemap แล้ว ควรส่งให้ Google Search Console เพื่อให้ Google รับรู้ตำแหน่งของ Sitemap และติดตามสถานะการประมวลผลได้
- การมี XML Sitemap ไม่ได้รับประกันว่าหน้าเว็บจะถูก Index ทุกหน้า เพราะ Google ยังพิจารณาคุณภาพของเนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ และปัจจัยอื่นร่วมด้วย
เว็บไซต์ที่โหลดช้า ตอบสนองช้า หรือมีองค์ประกอบขยับระหว่างการใช้งาน อาจทำให้ผู้เข้าชมออกจากเว็บไซต์ได้ แม้เนื้อหาจะมีคุณภาพก็ตาม เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ Google จึงพัฒนา Core Web Vitals ขึ้นมาเป็นชุดตัวชี้วัดที่ประเมินทั้งความเร็ว การตอบสนอง และความเสถียรของหน้าเว็บ หากคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์ นักการตลาด หรือผู้ที่ทำ SEO การทำความเข้าใจและปรับปรุง Core Web Vitals ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามแนวทางของ Google
Core Web Vitals คืออะไร
Core Web Vitals คือชุดตัวชี้วัดที่ Google ใช้ประเมินประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ (User Experience หรือ UX) โดยวัดจากสิ่งที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้จริง ทั้งความเร็วในการแสดงผลของเนื้อหาหลัก ความรวดเร็วในการตอบสนอง และความเสถียรของหน้าเว็บระหว่างการใช้งาน
โดย Core Web Vitals ประกอบด้วยตัวชี้วัด 3 ค่า
- Largest Contentful Paint (LCP) วัดความเร็วในการแสดงผลของเนื้อหาหลัก
- Interaction to Next Paint (INP) วัดความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการโต้ตอบของผู้ใช้
- Cumulative Layout Shift (CLS) วัดความเสถียรของการจัดวางองค์ประกอบบนหน้าเว็บ
นอกจากนี้ Core Web Vitals ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Google Page Experience ที่ช่วยประเมินคุณภาพของเว็บไซต์ในด้านการใช้งาน อย่างไรก็ตาม Google ระบุว่า Core Web Vitals เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ใช้ประเมินหน้าเว็บ ไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการจัดอันดับผลการค้นหา ดังนั้น นอกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์แล้ว การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้งานก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ
ความสำคัญของ Core Web Vitals ต่อการทำ SEO
Core Web Vitals ช่วยประเมินคุณภาพของเว็บไซต์ในด้านประสบการณ์การใช้งาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ Google ใช้พิจารณาควบคู่กับคุณภาพของเนื้อหา โดยมีความสำคัญดังนี้
1. ช่วยสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดี
เว็บไซต์ที่โหลดเร็ว ตอบสนองไว และไม่มีองค์ประกอบขยับระหว่างใช้งาน ช่วยให้ผู้เข้าชมใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างราบรื่น และลดความหงุดหงิดระหว่างการใช้งาน
2. ช่วยลดอัตราการออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate)
หากหน้าเว็บโหลดช้าหรือใช้งานไม่ลื่นไหล ผู้เข้าชมอาจออกจากเว็บไซต์ก่อนอ่านเนื้อหาหรือดำเนินการตามเป้าหมาย สำเร็จ เช่น การสั่งซื้อสินค้า หรือกรอกแบบฟอร์มให้ติดต่อกลับ
3. ช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพ SEO ในระยะยาว
แม้ Core Web Vitals จะไม่สามารถทำให้อันดับดีขึ้นได้เพียงลำพัง แต่เมื่อเว็บไซต์มีเนื้อหาคุณภาพและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดี ก็มีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้าน SEO ได้มากขึ้น
Core Web Vitals มีอะไรบ้าง
Core Web Vitals ประกอบด้วยตัวชี้วัดทั้งหมด 3 ค่า ซึ่งแต่ละค่าจะประเมินประสบการณ์การใช้งานในคนละด้าน หากทั้ง 3 ค่านี้อยู่ในเกณฑ์ที่ Google แนะนำ ก็ถือว่าเว็บไซต์มีประสบการณ์การใช้งานที่ดีในภาพรวม
ตารางสรุป Core Web Vitals ทั้ง 3 ตัวชี้วัด
ก่อนจะลงรายละเอียดของแต่ละตัวชี้วัด ลองดูภาพรวมของ Core Web Vitals ทั้ง 3 ค่าในตารางด้านล่าง เพื่อให้เข้าใจว่าแต่ละตัวใช้วัดอะไร และควรปรับปรุงในด้านใด
ตัวชี้วัด | ใช้วัดอะไร | เกณฑ์ที่ Google แนะนำ | แนวทางปรับปรุงเบื้องต้น |
Largest Contentful Paint (LCP) | ความเร็วในการแสดงผลของเนื้อหาหลักบนหน้าเว็บ | ไม่เกิน 2.5 วินาที | บีบอัดรูปภาพ ใช้ WebP หรือ AVIF ลด Render-blocking CSS และ JavaScript ใช้ CDN |
Interaction to Next Paint (INP) | ความรวดเร็วในการตอบสนองเมื่อผู้ใช้คลิก แตะ หรือพิมพ์ | ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที | ลด JavaScript ที่ไม่จำเป็น ลด Third-party Script และลดงานประมวลผลขนาดใหญ่ |
Cumulative Layout Shift (CLS) | ความเสถียรของตำแหน่งองค์ประกอบบนหน้าเว็บระหว่างโหลด | ไม่เกิน 0.1 | กำหนดขนาดรูปภาพและวิดีโอ สำรองพื้นที่โฆษณา และป้องกัน Layout Shift |
จากตารางจะเห็นว่า Core Web Vitals ไม่ได้วัดเพียงความเร็วของเว็บไซต์เท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งความเร็วในการแสดงผล ความลื่นไหลในการโต้ตอบ และความเสถียรของหน้าเว็บ ซึ่งทั้ง 3 ตัวชี้วัดทำงานร่วมกันเพื่อสะท้อนประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานได้รับจริง
สรุปสั้น ๆ ก่อนไปขยายความต่อ
- LCP วัดว่า “หน้าเว็บแสดงเนื้อหาหลักเร็วแค่ไหน”
- INP วัดว่า “เว็บไซต์ตอบสนองต่อการคลิกหรือแตะได้เร็วแค่ไหน”
- CLS วัดว่า “องค์ประกอบบนหน้าเว็บเคลื่อนที่ระหว่างโหลดหรือไม่”
1. Largest Contentful Paint (LCP)
Largest Contentful Paint หรือ LCP เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินความเร็วในการแสดงผลของเนื้อหาหลักบนหน้าเว็บ เช่น รูปภาพขนาดใหญ่ ภาพแบนเนอร์ หรือข้อความหัวเรื่องหลักที่ผู้ใช้งานเห็นทันทีเมื่อเปิดหน้าเว็บไซต์ กล่าวง่าย ๆ คือ LCP จะวัดว่า “ผู้ใช้ต้องรอนานแค่ไหนก่อนที่จะเห็นเนื้อหาสำคัญของหน้าเว็บ”
Google กำหนดเกณฑ์ของ LCP ดังนี้
ค่า LCP | คุณภาพ |
ไม่เกิน 2.5 วินาที | ดี |
2.5-4 วินาที | ควรปรับปรุง |
มากกว่า 4 วินาที | แย่ |
สาเหตุที่ทำให้ LCP สูง
- เซิร์ฟเวอร์ตอบสนองช้า
- รูปภาพขนาดใหญ่เกินไป
- ไฟล์ CSS หรือ JavaScript ขนาดใหญ่ที่ขัดขวางการแสดงผล
- ไม่มีการบีบอัดรูปภาพ
- ใช้ฟอนต์หรือสคริปต์จากภายนอกมากเกินไป
วิธีปรับปรุง LCP
- บีบอัดรูปภาพก่อนอัปโหลด
- ใช้ไฟล์ภาพรูปแบบ WebP หรือ AVIF
- เปิดใช้ Browser Cache
- ลด Render-blocking CSS และ JavaScript
- ใช้ Content Delivery Network (CDN)
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของ Web Hosting
2. Interaction to Next Paint (INP)
Interaction to Next Paint หรือ INP เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินความรวดเร็วในการตอบสนองของเว็บไซต์เมื่อผู้ใช้งานมีการโต้ตอบ เช่น คลิกปุ่ม กดเมนู แตะหน้าจอ หรือพิมพ์ข้อมูลลงในฟอร์ม
Google นำ INP มาใช้แทน First Input Delay (FID) เพื่อให้สะท้อนประสบการณ์การใช้งานจริงได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจาก INP จะประเมินการตอบสนองตลอดช่วงเวลาที่ผู้ใช้งานอยู่บนหน้าเว็บ ไม่ใช่เพียงการคลิกครั้งแรกเหมือน FID
เกณฑ์ของ INP มีดังนี้
ค่า INP | คุณภาพ |
ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที | ดี |
200-500 มิลลิวินาที | ควรปรับปรุง |
มากกว่า 500 มิลลิวินาที | แย่ |
สาเหตุที่ทำให้ INP สูง
- JavaScript ทำงานหนักเกินไป
- มี Third-party Script จำนวนมาก
- หน้าเว็บมีงานประมวลผลขนาดใหญ่ (Long Tasks)
- โหลดปลั๊กอินหรือ Widget หลายตัวพร้อมกัน
วิธีปรับปรุง INP
- ลดการใช้ JavaScript ที่ไม่จำเป็น
- โหลด Script แบบ Deferred หรือ Async เมื่อเหมาะสม
- ลดจำนวนปลั๊กอินและ Third-party Script
- แบ่งงานประมวลผลขนาดใหญ่ออกเป็นหลายช่วง
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของ Framework ที่ใช้งาน
3. Cumulative Layout Shift (CLS)
Cumulative Layout Shift หรือ CLS เป็นตัวชี้วัดความเสถียรของการจัดวางองค์ประกอบบนหน้าเว็บระหว่างการโหลด ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ขณะกำลังอ่านบทความหรือกำลังกดปุ่ม แต่เนื้อหากลับเลื่อนลงอย่างกะทันหันเพราะรูปภาพหรือโฆษณาเพิ่งโหลดเสร็จ ส่งผลให้ผู้ใช้งานกดผิดตำแหน่งและเกิดความรู้สึกหงุดหงิด Google จึงใช้ CLS เพื่อประเมินว่าหน้าเว็บมีการเคลื่อนที่ขององค์ประกอบมากน้อยเพียงใด
เกณฑ์ของ CLS คือ
ค่า CLS | คุณภาพ |
ไม่เกิน 0.1 | ดี |
0.1-0.25 | ควรปรับปรุง |
มากกว่า 0.25 | แย่ |
สาเหตุที่ทำให้ CLS สูง
- รูปภาพไม่ได้กำหนดขนาด Width และ Height
- โฆษณาถูกโหลดเข้ามาภายหลัง
- ฟอนต์เว็บเปลี่ยนระหว่างโหลด
- มีการแทรกเนื้อหาแบบ Dynamic เหนือเนื้อหาเดิม
วิธีปรับปรุง CLS
- กำหนดขนาดของรูปภาพและวิดีโอทุกครั้ง
- สำรองพื้นที่สำหรับโฆษณาและ Banner
- ใช้ Font Display ให้เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการแทรกองค์ประกอบใหม่เหนือเนื้อหาที่แสดงผลแล้ว
- ทดสอบหน้าเว็บบนอุปกรณ์หลายขนาดก่อนเผยแพร่
ตารางสรุปค่า Core Web Vitals ที่ Google แนะนำ
ตัวชี้วัด | ดี | ควรปรับปรุง | แย่ |
Largest Contentful Paint (LCP) | ≤ 2.5 วินาที | 2.5-4 วินาที | > 4 วินาที |
Interaction to Next Paint (INP) | ≤ 200 มิลลิวินาที | 200-500 มิลลิวินาที | > 500 มิลลิวินาที |
Cumulative Layout Shift (CLS) | ≤ 0.1 | 0.1-0.25 | > 0.25 |
ทั้งนี้ เว็บไซต์อาจไม่จำเป็นต้องได้คะแนนสมบูรณ์แบบในทุกหน้า แต่ควรทำให้ตัวชี้วัดทั้ง 3 ค่าอยู่ในระดับ “ดี” สำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ เพื่อให้เว็บไซต์มอบประสบการณ์การใช้งานที่มีคุณภาพตามแนวทางที่ Google แนะนำ
วิธีตรวจสอบ Core Web Vitals
การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ผ่าน Core Web Vitals ควรเริ่มจากการตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นจริงก่อน เพราะแต่ละเว็บไซต์อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพขนาดใหญ่ โค้ด JavaScript ที่ทำงานหนัก หรือเซิร์ฟเวอร์ที่ตอบสนองช้า ปัจจุบัน Google เองก็มีเครื่องมือหลายตัวที่ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้ ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกัน ดังนี้
1. Google PageSpeed Insights
Google PageSpeed Insights เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะใช้งานฟรีและสามารถวิเคราะห์เว็บไซต์ได้ทั้งบนอุปกรณ์มือถือและคอมพิวเตอร์ หลังจากใส่ URL ของหน้าเว็บ เครื่องมือจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น
- คะแนน Performance
- ค่า LCP, INP และ CLS
- ปัญหาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพเว็บไซต์
- คำแนะนำในการปรับปรุงแต่ละจุด
ข้อดีคือสามารถเห็นภาพรวมของเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับทั้งเจ้าของเว็บไซต์ นักการตลาด และนักพัฒนาเว็บ
2. Google Search Console
Google Search Console มีรายงาน Core Web Vitals ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้งานจริง ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์มีหน้าที่ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ตามเกณฑ์ของ Google รายงานนี้ยังช่วยระบุว่า
- หน้าใดมีปัญหา
- ปัญหาเกิดจาก LCP, INP หรือ CLS
- ปัญหาเกิดบน Mobile หรือ Desktop
ยิ่งหากเว็บไซต์มีจำนวนหลายหน้า รายงานนี้จะช่วยให้วางแผนแก้ไขได้ง่ายกว่าการตรวจทีละหน้า
3. Lighthouse
Lighthouse เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ประสิทธิภาพเว็บไซต์เชิงลึก สามารถใช้งานผ่าน Google Chrome DevTools หรือส่วนขยายของ Chrome นอกจาก Core Web Vitals แล้ว Lighthouse ยังตรวจสอบด้านอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น
- Performance
- Accessibility
- SEO
- Best Practices
จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวิเคราะห์เว็บไซต์ในรายละเอียดมากขึ้น
คำแนะนำ: หากเพิ่งเริ่มต้นตรวจสอบเว็บไซต์ ควรใช้ Google PageSpeed Insights ก่อน จากนั้นจึงใช้ Google Search Console เพื่อติดตามผลในระยะยาว
วิธีปรับปรุง Core Web Vitals ให้ผ่านมาตรฐาน Google
เมื่อทราบสาเหตุของปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งหลายวิธีสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างเว็บไซต์ทั้งหมด
1. บีบอัดและปรับแต่งรูปภาพ
รูปภาพเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ค่า LCP สูง ดังนั้น ก่อนอัปโหลดรูปภาพควรทำตามนี้
- ลดขนาดไฟล์ให้เหมาะสม
- ใช้ไฟล์ WebP หรือ AVIF
- เลือกขนาดภาพให้ตรงกับการใช้งาน
- หลีกเลี่ยงการอัปโหลดภาพความละเอียดสูงเกินความจำเป็น
ซึ่งการปรับแต่งรูปภาพเพียงอย่างเดียวก็สามารถช่วยลดเวลาในการโหลดเว็บไซต์ได้อย่างเห็นได้ชัดแล้ว
2. ลดการใช้ JavaScript ที่ไม่จำเป็น
เว็บไซต์จำนวนมากโหลด JavaScript จากปลั๊กอิน เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล ปุ่มแชร์โซเชียล หรือระบบโฆษณาพร้อมกันหลายตัว แต่ยิ่ง JavaScript มีจำนวนมากเท่าไร หน้าเว็บก็ยิ่งตอบสนองช้าลง ส่งผลต่อค่า INP โดยตรง แนวทางที่ควรทำ ได้แก่
- ลบ Script ที่ไม่ได้ใช้งาน
- โหลด Script เมื่อจำเป็น
- ใช้ Async หรือ Defer กับไฟล์ JavaScript ที่เหมาะสม
3. ลดขนาดไฟล์ CSS
CSS ที่มีขนาดใหญ่หรือมีโค้ดซ้ำจำนวนมาก อาจทำให้เบราว์เซอร์ใช้เวลานานก่อนเริ่มแสดงผลหน้าเว็บ แนวทางที่แนะนำคือ
- ลบ CSS ที่ไม่ได้ใช้งาน
- Minify CSS
- แยกโหลดเฉพาะ CSS ที่จำเป็นสำหรับหน้าแรก
4. เปิดใช้ Browser Cache
Browser Cache ช่วยให้เบราว์เซอร์สามารถเก็บไฟล์ที่เคยโหลดไว้ เมื่อผู้ใช้งานกลับเข้ามาอีกครั้ง เว็บไซต์จึงโหลดได้เร็วขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับประเภทไฟล์เหล่านี้
- รูปภาพ
- CSS
- JavaScript
- Font
5. ใช้ Content Delivery Network (CDN)
CDN คือระบบกระจายไฟล์เว็บไซต์ไปยังเซิร์ฟเวอร์หลายแห่งทั่วโลก เมื่อผู้ใช้งานเข้าเว็บไซต์ ระบบจะเลือกเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำให้โหลดข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ลดภาระของเซิร์ฟเวอร์หลัก และช่วยลดค่า LCP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมจากหลายประเทศควรใช้วิธีนี้
6. เปิดใช้ Lazy Loading
Lazy Loading คือการโหลดรูปภาพหรือวิดีโอเมื่อผู้ใช้งานเลื่อนมาถึงตำแหน่งนั้น แทนที่จะโหลดทุกอย่างพร้อมกันตั้งแต่เปิดหน้าเว็บ วิธีนี้ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องโหลดในช่วงแรก ทำให้หน้าเว็บแสดงผลได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ Lazy Loading กับรูปภาพหลักที่อยู่ด้านบนของหน้าเว็บ (Above the Fold) เพราะอาจทำให้ค่า LCP แย่ลงได้
7. ลดจำนวนปลั๊กอินและ Third-party Script
เว็บไซต์ที่ติดตั้งปลั๊กอินมากเกินไป หรือโหลดบริการจากภายนอกหลายตัว เช่น Chat Widget, Pixel, ระบบโฆษณา และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล อาจทำให้เว็บไซต์ช้าลงได้ ดังนั้น ควรตรวจสอบเป็นระยะว่า Script ใดจำเป็นจริง ๆ และลบส่วนที่ไม่ได้ใช้งานออก
8. เลือก Web Hosting ที่มีประสิทธิภาพ
แม้เว็บไซต์จะได้รับการปรับแต่งเป็นอย่างดี แต่หากเซิร์ฟเวอร์ตอบสนองช้า ก็อาจทำให้ค่า LCP ไม่ผ่านเกณฑ์ได้ หากพบว่าเว็บไซต์ยังโหลดช้าแม้ปรับแต่งทุกด้านแล้ว การอัปเกรด Hosting หรือเลือกผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว
บทสรุป
การปรับปรุง Core Web Vitals ไม่ใช่การไล่ทำคะแนนให้ได้สมบูรณ์แบบ แต่คือการพัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้รวดเร็ว ลื่นไหล และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าชม หากยังไม่แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณอยู่ในระดับใด ลองเริ่มตรวจสอบด้วย Google PageSpeed Insights หรือ Google Search Console แล้วทยอยแก้ไขตามคำแนะนำ เพียงปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เว็บไซต์ก็จะมีคุณภาพมากขึ้นทั้งในมุมของผู้ใช้งานและ Google
คำถามที่พบบ่อย
Core Web Vitals มีผลต่อ SEO หรือไม่
มีผล แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการจัดอันดับ เพราะ Google ใช้ Core Web Vitals เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ช่วยประเมินประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ โดยยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหา และปัจจัย SEO ด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย
เว็บไซต์ต้องได้คะแนน 100 บน PageSpeed Insights หรือไม่
ไม่จำเป็น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำให้ค่า LCP, INP และ CLS อยู่ในระดับ “ดี” ตามเกณฑ์ของ Google เพราะคะแนน Performance เป็นเพียงการประเมินจากการทดสอบในสภาพแวดล้อมจำลอง ไม่ใช่เกณฑ์ในการจัดอันดับโดยตรง
ควรตรวจสอบ Core Web Vitals บ่อยแค่ไหน
แนะนำให้ตรวจสอบทุกครั้งหลังมีการปรับปรุงเว็บไซต์ เปลี่ยนธีม ติดตั้งปลั๊กอินใหม่ หรือเพิ่มฟีเจอร์สำคัญ นอกจากนี้ควรตรวจสอบเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง รวมถึงหลังจากอัปเดตธีม ปลั๊กอิน เปลี่ยนโฮสติ้ง หรือปรับโครงสร้างเว็บไซต์ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ยังคงมีประสิทธิภาพที่ดี
เว็บไซต์ WordPress สามารถทำให้ Core Web Vitals ผ่านเกณฑ์ได้หรือไม่
ได้ หากเลือกใช้ธีมและปลั๊กอินที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งปรับแต่งรูปภาพ ลดการใช้ปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น และเลือกใช้ Web Hosting ที่มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ที่สร้างจาก WordPress ก็สามารถผ่านเกณฑ์ Core Web Vitals ได้เช่นเดียวกับเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นเอง