วิธีใช้ Google Ads เพื่อเพิ่มการรักษาฐานลูกค้ามากกว่าการหาลูกค้าใหม่

1
Table of Contents

ในโลกของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Storytelling, ดีไซน์ที่ทันสมัย หรือการทำ Keyword Research ให้แม่นยำ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายก็มีเพียง 2 อย่างคือ ดึงดูดคนที่ใช่และทำให้เขาอยู่กับแบรนด์ของคุณให้นานที่สุด

หลายคนถูกสอนว่า Google Ads คือเครื่องมือในการหาลูกค้าใหม่ เป็นพื้นที่ที่เราใช้เพื่อกระตุ้นให้คนกดซื้อ แล้วเดินหน้าหาคนกลุ่มใหม่ต่อไป แต่หากวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสม นี่ก็สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว และรักษาลูกค้าให้อยู่กับคุณได้

ฟังดูเกินจริงไปไหม? บทความนี้จะพาไปดูว่า จะใช้ Google Ads อย่างไร ให้เน้น Retention ได้จริง

2

การหาลูกค้าใหม่ (Acquisition) กับ การรักษาลูกค้า (Retention) งบประมาณของคุณไปที่ใด?

ก่อนจะจัดสรรงบประมาณ เราควรแยก 2 คำนี้ให้ชัดเจนก่อน ระหว่าง

  • การหาลูกค้าใหม่ (Acquisition): คือการเปลี่ยนคนที่ไม่เคยซื้อสินค้า ให้กลายเป็นลูกค้าครั้งแรก
  • การรักษาลูกค้า (Retention): คือการรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

ธุรกิจส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการหาลูกค้าใหม่มากกว่า แต่เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น การไล่ล่าลูกค้าใหม่อย่างเดียวอาจทำให้ต้นทุนสูงเกิดความจำเป็น การตัดสินใจเลือกระหว่าง การหาลูกค้าใหม่กับการรักษาลูกค้า ควรพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความอิ่มตัวของตลาด, มูลค่าระยะยาวของลูกค้า และความคุ้มค่าของงบประมาณ

หากลีดในอุตสาหกรรมของคุณมีราคาสูง การให้ความสำคัญกับการรักษาลุกค้า คือวิธีที่ช่วยประหยัดงบของธุรกิจได้ดี และเมื่อคุณมีฐานลูกค้าจำนวนมากอยู่แล้ว ฐานข้อมูลนั้นเองคือทรัพย์สินที่มีคุณค่ามากที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปเริ่มทำความรู้จักใหม่ แต่โฟกัสและรักษาความสัมพันธ์ให้ต่อเนื่องก็พอ

3

การตั้งค่าเป้าหมาย “การรักษาฐานลูกค้า” ใน Google Ads

กลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้า (Retention) เริ่มต้นจากการตั้งค่าอย่างถูกต้อง โดยทั่วไป Google Ads จะมอง conversion ทุกประเภทเท่ากัน แต่ความจริงแล้ว คุณสามารถกำหนดให้ระบบให้ความสำคัญกับลูกค้าบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่นได้ผ่าน Customer Lifectcle Goals

ขั้นตอนที่ 1: ระบุลูกค้าเดิมให้ระบบรู้จัก

ก่อนอื่น Google ต้องสามารถแยกแยะได้ว่าใครคือกลุ่มลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าจากคุณแล้ว คุณสามารถอัปโหลด First-Party Data เช่น Email หรือข้อมูลจาก CRM เข้าไปใน Audience Manager เมื่อระบุได้แล้วว่ากลุ่มไหนคือกลุ่มลูกค้าเดิม ก็จะทำให้การทำ Google Ads retention มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น

ขั้นตอนที่ 2: ตั้งค่า Lifecycle Goal ให้เหมาะสม

ในขั้นตอนสร้างแคมเปญ คุณสามารถเลือกให้ระบบเพิ่ม Bid สำหรับลูกค้าเดิมได้ ตัวเลือกนี้คือการส่งสัญญาณไปยังอัลกอริทึมว่า ลูกค้ากลุ่มนี้มีมูลค่าสูงกว่าและควรได้รับความสำคัญมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3: กำหนด Conversion Value ให้สะท้อนมูลค่าระยะยาว

Google เปิดโอกาสให้คุณกำหนด Conversion Value แตกต่างกันตามประเภทลูกค้า แทนที่จะวัดเพียงยอดขายครั้งเดียว คุณสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับ returning customers เพื่อสะท้อน customer lifetime value ที่แท้จริง 

เมื่อระบบเข้าใจว่าการซื้อซ้ำคือ Conversion ที่มีคุณภาพสูงกว่า AI ก็จะปรับการประมูลให้สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตามคือ ROAS หาก ROAS เพิ่มขึ้นโดยที่งบประมาณไม่ได้เพิ่มตาม นั่นคือสัญญาณว่ากลยุทธ์การรักษาลูกค้ากำลังให้ผลลัพธ์ที่ดี

4

การใช้รายการ Customer Match 

Customer Match คือเครื่องมือสำคัญของกลยุทธ์ Google Ads retention คุณสามารถใช้ Customer Match List อัปโหลดข้อมูลลูกค้าของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็น Email หรือเบอร์โทรศัพท์ เพื่อให้ Google จับคู่กับบัญชีผู้ใช้บนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Search, Youtube และ Gmail

บริบทของตลาดมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของรายการนี้ ในหลายประเทศ email เป็นตัวระบุตัวตนหลัก แต่ในประเทศไทย ข้อมูล First-Party Data มักประกอบด้วยเบอร์โทรศัพท์จาก LINE Official Account, Facebook Messenger หรือระบบ Checkout บนมือถือ หากใช้ email เพียงอย่างเดียว อัตราการจับคู่อาจต่ำกว่าที่คาดหวัง การเพิ่มเบอร์โทรศัพท์เข้าไปในรายการจึงช่วยให้ match rate สูงขึ้น และทำให้ Remarketing ads แม่นยำมากขึ้น

กลยุทธ์ด้านโฆษณา: การดึงดูดผู้ซื้อที่เคยซื้อไปแล้วกลับมามีส่วนร่วม

เมื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ได้แล้ว สิ่งสำคัญถัดไปคือสารที่จะสื่อออกไป การรักษาลูกค้าไม่ควรใช้ข้อความเดียวกับการหาลูกค้าใหม่ เพราะลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องมาฟังเรื่องราวของแบรนด์ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง เพราะเขารู้จักแบรนด์ของคุณดีแล้ว

สิ่งที่ควรทำคือพัฒนาคอนเทนต์ที่จะสื่อออกให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น เช่น หากลูกค้าพึ่งซื้อ Premium Skincare Serum ไปเมื่อเดือนก่อน การแสดงโฆษณาเดิมอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ ทางเลือกที่เหมาะคือการแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมที่ช่วยเติมเต็มการใช้งานหรือข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าประจำแทน 

Remarketing ads ที่มีประสิทธิภาพควรสะท้อนความเข้าใจในพฤติกรรมก่อนหน้า ไม่ใช่เริ่มต้นใหม่เหมือนลูกค้ากลุ่มแรก

5

กฎ 1%: ควรเปลี่ยนกลับไปสู่การหาลูกค้าใหม่เมื่อใด

แม้ retention จะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นกลยุทธ์หลักได้เสมอไป หลักทั่วไปคือ หากฐานข้อมูลลูกค้าของคุณยังมีไม่ถึง 1% ของของตลาด การหันหลังให้ลูกค้าใหม่ทั้งหมดอาจเร็วเกินไป

คุณยังจำเป็นต้องเติม funnel อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแรงพอ เมื่อจำนวนลูกค้าใน Customer Match List ถึงจุดที่เหมาะสมแล้ว การเพิ่มสัดส่วนงบไปที่ retention จะเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น

การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความรักษาฐานลูกค้า

Google Ads ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การหาลูกค้าใหม่เท่านั้น หากนำมาใช้อย่างมีกลยุทธ์ มันสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่ม customer lifetime value และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า 

ถึงเวลาขยับกลยุทธ์การตลาดของคุณแล้วหรือยัง? ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาเกี่ยวกับบริการ Google ads, รับทำ GDN และบริการรับทำโฆษณา PPC ในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งวางแผนกลยุทธ์ให้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจของคุณมากที่สุด

Frequently Asked Questions (FAQs)

ฉันสามารถใช้ Google Ads สำหรับลูกค้าปัจจุบันเท่านั้นได้หรือไม่?

ได้แน่นอน คุณสามารถใช้ฟีเจอร์ Customer Match ร่วมกับการตั้งค่า Audience Targeting แบบละเอียด เพื่อแสดงโฆษณาเฉพาะกับฐานข้อมูลลูกค้าเดิมของคุณเท่านั้น

Customer Match คือการนำข้อมูลลูกค้าของคุณเอง เช่น อีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ อัปโหลดเข้าสู่ระบบ Google Ads เพื่อให้ Google จับคู่กับบัญชีผู้ใช้บนแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Search, YouTube หรือ Gmail วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถยิงโฆษณาไปยังคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของคุณได้โดยตรง

สามารถใช้กฏ 1% เป็นแนวทางได้ หากฐานข้อมูลลูกค้าของคุณยังไม่ครอบคลุมอย่างน้อย 1% ของตลาดเป้าหมายทั้งหมด ควรให้น้ำหนักงบประมาณไปที่การหาลูกค้าใหม่ก่อน แต่เมื่อมีฐานลูกค้าที่ใหญ่พอแล้ว การเพิ่มสัดส่วนงบไปที่การรักษาลูกค้าเก่าจะช่วยสร้างผลกำไรระยะยาวได้มากขึ้น

ตัวชี้วัดสำคัญคือ Repeat Purchase Rate และ Customer Lifetime Value (CLV) เพราะโดยทั่วไปแล้ว การดึงลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำมักมีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ ทำให้ retention กลายเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว

Article by
อีฟ เป็น Thai Writer ของ MAM ที่หลงใหลในการเขียนแบบสุดหัวใจ
Facebook
Twitter
LinkedIn
WhatsApp

เริ่มต้นด้วยการรับคำปรึกษาฟรี

และให้เราช่วยพาธุรกิจของคุณ Think Ahead ไปด้วยกัน

Get Instant PDF Access

Do you want to stay in touch?

ลงทะเบียนรับ AI SEO Audit ฟรี

รับรายงานวิเคราะห์ SEO เชิงลึก พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน เมื่อเพิ่มเพื่อนผ่าน LINE
QR Code เพื่อแชทกับทีมผู้เชี่ยวชาญผ่าน LINE
L_gainfriends_2dbarcodes_BW-1