เวลาทำ SEO หลายคนมักโฟกัสที่คอนเทนต์หรือคีย์เวิร์ดก่อน แต่รู้ไหมว่าการปรับโครงสร้าง URL ก็สำคัญไม่แพ้กันเลย!
SEO-friendly URL structure ที่ดี จะช่วยให้ทั้งคนเข้าเว็บและ Google เข้าใจเนื้อหาของเพจได้ทันที
URL ที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน ยังช่วยเพิ่ม โอกาสคลิก ให้ผู้ใช้ และทำให้เว็บไซต์ของคุณดู น่าเชื่อถือ มืออาชีพ ขึ้นทันตา

ทำไม Friendly URL ต่อ SEO จึงสำคัญต่อการจัดอันดับและประสบการณ์ผู้ใช้
ลองนึกภาพดู ระหว่างลิงก์สองแบบนี้
- www.example.com/article?id=12345
- www.example.com/blog/seo-friendly-url
คุณคิดว่าอันไหนดูน่าคลิกกว่ากัน? แน่นอนว่า ลิงก์ที่อ่านแล้วเข้าใจทันที ย่อมดึงดูดผู้ใช้มากกว่า เพราะแค่เห็น URL ก็รู้แล้วว่าเพจนั้นพูดถึงเรื่องอะไร
นอกจากช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจแล้ว Google ก็เข้าใจง่ายขึ้นด้วย การมี SEO friendly URL structure ที่เป็นระเบียบ ช่วยให้บอตของ Google เก็บข้อมูลเว็บไซต์ได้เร็วและครบถ้วน ทำให้เพจถูกจัดทำดัชนี (Indexed) ได้ไวกว่าเดิม
และผลพลอยได้อีกอย่างจากการ ปรับโครงสร้าง URL คือ CTR หรืออัตราการคลิกจากผลการค้นหา ก็เพิ่มขึ้น เพราะผู้ใช้เห็น URL แล้วรู้ทันทีว่า นี่คือหน้าที่กำลังตามหานั่นเอง
อะไรทำให้ URL เป็นมิตรต่อ SEO
SEO friendly URL structure หรือ โครงร้างลิงก์ที่เป็นมิตรต่อ SEO หมายถึง URL ที่ทั้งอ่านง่าย เข้าใจได้ทันที และไม่ซับซ้อนจนเกินไป ซึ่งถ้าคุณเอง หรือผู้ให้บริการรับทำ SEO ทำให้ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ทั้ง Google และคนอ่านเข้าใจว่าเพจของคุณพูดถึงเรื่องอะไรได้อย่างรวดเร็ว
การปรับโครงสร้าง URL ให้เหมาะกับ SEO จริงๆ แล้วไม่ยากเลย แค่ทำตามหลักพื้นฐานเหล่านี้ก็เห็นผล
เขียน URL ให้สั้นและสื่อความหมาย
URL ที่ดีควรบอกได้ทันทีว่าเพจนั้นพูดถึงเรื่องอะไร เช่น www.example.com/blog/seo-friendly-url
จะดีกว่า URL ที่เต็มไปด้วยตัวเลขหรือพารามิเตอร์ยาวเหยียดอย่าง ?ref=123&id=987
ลองตัดคำที่ไม่จำเป็นออก เช่น “and”, “the” หรือรหัสตัวเลขที่ไม่ช่วยเพิ่มความเข้าใจ แล้วคุณจะได้ลิงก์ที่ดูสะอาดและเป็นมืออาชีพขึ้นทันตา
ใช้ยัติภังค์, ตัวพิมพ์เล็ก และการจัดรูปแบบที่สอดคล้องกัน
อย่าใช้ _ หรือเว้นวรรค ให้ใช้ยัติภังค์ – แทน เพราะ Google เข้าใจง่ายกว่า เช่น how-to-optimize-urls
ส่วนตัวอักษรก็ควรใช้พิมพ์เล็กทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบมองว่าเป็นคนละหน้า
หลีกเลี่ยงพารามิเตอร์แบบไดนามิกและ ID
URL ที่มีตัวเลขยาวๆ หรือพารามิเตอร์ซับซ้อนอย่างเช่น ?id=12345&cat=67 นอกจากจะดูไม่สวย ยังทำให้ผู้ใช้ไม่เข้าใจว่าเพจนี้เกี่ยวกับอะไรด้วย ถ้าเป็นไปได้ ควรใช้คำที่อธิบายหัวข้อของเนื้อหาแทน เช่น
/product/organic-tea หรือ /blog/marketing-strategy
ใส่คีย์เวิร์ดหลักอย่างเป็นธรรมชาติ
คีย์เวิร์ดใน URL ช่วยให้ Google เข้าใจหัวข้อของเพจได้ดีขึ้น แต่ไม่ต้องใส่หลายคำจนดูยัดเยียด เช่น
/seo-friendly-url-structure ก็เพียงพอแล้ว
นอกจากนี้ คุณสามารถปรึกษาผู้ให้บริการรับทำ On-page SEO เพื่อให้ช่วยปรับปรุงหน้าต่างๆ ให้เหมาะสมตามหลัก SEO เพิ่มเติมได้เช่นกัน

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพ URL ที่มีอยู่โดยไม่สูญเสียอันดับ
บางทีเรามองเห็นว่า Site structure URL เดิมไม่สวย อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง อยากปรับให้สะอาดขึ้น แต่ก็กลัวว่าการเปลี่ยนจะทำให้อันดับ SEO ตก หรือทราฟฟิกหายไป แต่ไม่ต้องกังวล แค่ทำตามขั้นตอนนี้อย่างรอบคอบ หรือปรึกษาผู้รับทำ Technical SEO เกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ คุณก็สามารถปรับโครงสร้าง URL ให้เป็น SEO friendly URL structure ได้โดยไม่เสียอันดับ
ตรวจสอบและแมปการเปลี่ยนเส้นทางอย่างระมัดระวัง
ก่อนจะเปลี่ยน URL ใหม่ ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเพจไหนบ้างที่จะได้รับผลกระทบ และวางแผน Redirect 301 แบบหนึ่งต่อหนึ่ง จาก URL เก่าไป URL ใหม่
หลังจากตั้ง Redirect แล้ว อย่าลืมตรวจสอบ ลิงก์เสีย (404 Error) ทุกหน้าให้เรียบร้อย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเพจไหนหายไปและผู้ใช้ยังเข้าถึงได้ปกติ
อัปเดตลิงก์ภายใน, Canonical และแผนผังเว็บไซต์
เมื่อเปลี่ยน URL เสร็จแล้ว ต้องอัปเดต internal links ให้เป็น URL ใหม่ทั้งหมด
พร้อมตรวจสอบ Canonical tag ว่าอ้างอิง URL ใหม่ถูกต้อง และอย่าลืมสร้างหรืออัปเดต XML Sitemap แล้วส่งขึ้น Google Search Console เพื่อแจ้งให้ Google รู้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีการปรับปรุงโครงสร้าง
ทำครบทุกขั้นตอนแบบนี้ รับรองว่า อันดับ SEO เดิมยังอยู่ครบ และ URL ของคุณก็สวย สะอาด อ่านง่าย พร้อมใช้งานต่อไป
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับโครงสร้าง URL สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่หรือซับซ้อน
ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีหลายหมวดหมู่หรือหลายภาษาทั่วโลก การวาง SEO friendly URL structure ให้เป็นระบบคือหัวใจสำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Google เข้าใจทันทีว่าแต่ละข้อมูลอยู่ตรงไหน
หมวดหมู่และ Facets
ปรับโครงสร้าง URL อย่าให้ยาวเกินไป เช่น /product/shirt/white ดีกว่า/store/men/clothing/shirt/white/123
และถ้าเว็บมี Filter เยอะ เช่น สีหรือราคา ควรใช้ robots.txt หรือ Canonical tag เพื่อป้องกันปัญหาหน้าซ้ำซ้อน
URL ระหว่างประเทศและหลายภาษา
ถ้าเว็บคุณมีหลายภาษา เช่น ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ควรใช้ไดเรกทอรีย่อย (Subdirectory) แยกแต่ละภาษา เช่น example.com/th/ หรือ example.com/en/ พร้อมใส่ hreflang tag เพื่อให้ Google แสดงภาษาที่เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละประเทศได้ถูกต้อง
ข้อผิดพลาดทั่วไปของ URL ที่ควรหลีกเลี่ยง
หลายครั้งที่เว็บไซต์ติดปัญหา SEO แค่เพราะปรับโครงสร้าง URL ไม่เป็นมิตรต่อ SEO ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากข้อผิดพลาดง่ายๆ เหล่านี้
- ยัดคีย์เวิร์ดมากเกินไป
ใส่หลายคำจน URL ยาวและอ่านยาก เช่น /seo-friendly-url-seo-google-ranking-url
Google และผู้ใช้จะสับสนและลดความน่าเชื่อถือ - ใช้ _, ?, # หรือ & โดยไม่จำเป็น
ตัวอักษรพิเศษเหล่านี้ทำให้ Site structure URL ดูซับซ้อน และ Google อ่านยาก ควรใช้ ยัติภังค์ (-) แทน - มี URL ซ้ำในหลายหน้า
การมีหลาย URL ชี้ไปยังเนื้อหาเดียวกัน ทำให้ Google งงว่าควรจัดอันดับเพจไหน ควรใช้ Canonical tag เพื่อแก้ปัญหาหน้าซ้ำ - เปลี่ยน URL บ่อยโดยไม่มี Redirect
ถ้าเปลี่ยน URL โดยไม่ตั้ง Redirect 301 จะทำให้ผู้เข้าชมเจอหน้า 404 และอันดับ SEO หายไปทันที - ใช้ Tracking Parameter มากเกินไป
เช่น ?utm_source=newsletter&utm_medium=email ถ้าใส่มากเกินไปอาจทำให้ URL ดูรกและซ้ำซ้อน
หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้ไว้ก่อน รับรองว่าโครงสร้างเว็บของคุณจะดูสะอาด เป็นระเบียบ และพร้อมต่อยอด SEO ได้ง่ายแน่นอน
Move Ahead Media ตรวจสอบและปรับปรุง URL อย่างไร
การปรับ URL ให้เป็น SEO friendly URL structure ต้องปรับโครงสร้างให้ครบทุกมิติ ทั้งเทคนิค, On-page, และ Internal Linking เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณ SEO-friendly และพร้อมติดอันดับสูงสุด ที่ Move Ahead Media เราไม่ได้แค่ เปลี่ยนลิงก์ให้สั้นลงแล้วจบ แต่เราทำแบบ เป็นระบบและมีแผน ทุกขั้นตอน
- รับทำ SEO Audit ตรวจสอบเชิงลึก
เราจะวิเคราะห์เว็บไซต์ของคุณแบบละเอียด ทั้งปัญหาเชิงเทคนิค, URL ซ้ำ, หรือพารามิเตอร์ที่ไม่จำเป็น เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง - วางแผน Redirect อย่างปลอดภัย
การเปลี่ยน URL ต้องระวังอันดับ SEO เดิม เราจึงตั้ง Redirect 301 แบบถูกต้อง ครบทุกหน้า เพื่อรักษาอันดับและทราฟฟิก - ปรับ On-page SEO และ Internal Linking
หลังจากเปลี่ยน URL ทีมของเราจะปรับลิงก์ภายในเว็บไซต์, Canonical tag และ Sitemap ให้ตรงกับ URL ใหม่ทั้งหมด - สร้าง SEO-friendly URL structure ที่สมบูรณ์
ทุกอย่างถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบ ให้ทั้งผู้ใช้และ Google เข้าใจง่าย เว็บไซต์ของคุณจึงพร้อมสำหรับการทำ SEO ต่อยอด

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
โครงสร้าง Friendly URL SEO คืออะไร?
Friendly URL SEO คือการตั้งชื่อ URL ให้สั้น กระชับ และอ่านแล้วเข้าใจทันทีว่าเพจนั้นพูดถึงเรื่องอะไร ไม่เพียงแค่ดูสะอาดตา แต่ยังช่วยให้ทั้งคนอ่านและ Google เข้าใจเนื้อหาของเพจได้ง่ายขึ้น เหมาะมากกับสายทำเว็บและทำคอนเทนต์ที่อยากให้เว็บไซต์ดูเป็นมืออาชีพ
URL มีผลต่อการจัดอันดับ SEO และการรวบรวมข้อมูลอย่างไร?
URL เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ในการประเมินความเกี่ยวข้องของเพจกับคำค้นหา ถ้า URL ของคุณชัดเจน Google จะรู้ได้ทันทีว่าเพจนี้เกี่ยวกับอะไร ทำให้ระบบจัดอันดับได้แม่นยำกว่า URL ที่มีแค่รหัสหรืออักษรยาวๆ แบบไม่มีความหมาย
ฉันควรใส่คีย์เวิร์ดใน URL หรือไม่ และควรใส่กี่คำ?
ใส่ได้ครับ แต่พอดีๆ เลือกใส่แค่ 1 คีย์เวิร์ดหลัก ใน slug ก็เพียงพอ เช่น ไม่ต้องยัดหลายคำจนอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะ Google ชอบ URL ที่เป็นธรรมชาติและสื่อความหมายตรงไปตรงมา
ฉันจะแก้ไข URL ที่ไม่เป็นระเบียบได้อย่างไรโดยไม่สูญเสียอันดับ?
ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยน URL ให้ทำตามขั้นตอนนี้
- ตั้งค่า Redirect 301 จาก URL เก่าไป URL ใหม่ เพื่อบอก Google ว่าเพจนี้ย้ายแล้ว
- อัปเดตลิงก์ภายในเว็บไซต์ให้เป็น URL ใหม่ทั้งหมด
- ส่ง Sitemap ใหม่ใน Google Search Console เพื่อให้ระบบเก็บข้อมูลอีกครั้ง
ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อสร้าง Friendly URL SEO มีอะไรบ้าง?
- ใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไป เช่น /seo-friendly-url-seo-google-ranking-url
- ใช้ตัวคั่นไม่เหมาะสม เช่น _ หรือ %20 ควรใช้ขีดกลาง – แทน
- เปลี่ยน URL โดยไม่ Redirect ซึ่งอาจทำให้ลิงก์เก่าขึ้น 404 และเสียอันดับในทันที




