อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement), การรับรู้ (Awareness), อัตราการคลิก (Click-through rates) ตัวชี้วัดเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความสำเร็จเมื่อมันพุ่งสูงปรี๊ด แต่ความรู้สึกทั้งหมดนั้นจะถูกบดบังทันทีที่มีคนถามว่า “ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สำหรับค่าใช้จ่ายนั้นคือเท่าไหร่?”
เป็นคำถามที่ทำให้ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกไปเลย
สิ่งที่ตามมาคือความวุ่นวาย ความพยายามที่จะอธิบายแบบวกวนเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่อาจถอดรหัสออกมาได้ด้วยตัวเลขเดียว แต่ความวุ่นวายนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น คำตอบไม่ใช่การพูดวกไปวนมา แต่คือการยอมรับตัวเลขทั้งหมด เครื่องมือวิเคราะห์โฆษณาที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณก้าวข้ามตัวชี้วัดผิวเผิน และเชื่อมโยงเงินทุกบาทที่ใช้ไปกับผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
ข่าวดีก็คือ เราจะมาเจาะลึกว่าคุณจะสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของการโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างไร
พลังของการโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
นักการตลาดจำนวนไม่น้อยมักทำงานเพียงผ่านๆ เมื่อถึงขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล แค่ดูตัวเลขผ่านๆ แล้วก็จบงานไป แล้วเราจะก้าวข้ามการวิเคราะห์แบบผิวเผินนี้ได้อย่างไร?
กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง ไม่ได้หมายถึงการจมอยู่กับสเปรดชีตที่ซับซ้อนหรือการพยายามติดตามทุกตัวชี้วัดที่มีอยู่ แต่มันคือ “การแปลงข้อมูลที่พันกันยุ่งเหยิงให้เกิดความชัดเจน” – โดยเชื่อมโยงเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและวัดผลได้เข้ากับทุกแคมเปญ และนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นมาใช้เพื่อให้แคมเปญอันต่อไปดียิ่งขึ้น
การเริ่มต้นอย่างมีเป้าหมาย – การกำหนดเป้าหมายของข้อมูล
ทุกอย่างเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ข้อหนึ่งว่า “เรากำลังพยายามจะทำอะไรให้สำเร็จ?”กลยุทธ์โฆษณาดิจิทัลที่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน จะเป็นการเสียเวลาและทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ ลองคิดดูสิว่าคุณจะวัดความสำเร็จได้อย่างไร หากยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะวัดความสำเร็จได้จากอะไร? นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะพามาค้นหาคำตอบกัน
หากต้องการให้แคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ได้จริง คุณควรเริ่มจากการพิจารณาคำถามต่อไปนี้ก่อน
- วัตถุประสงค์หลักทางธุรกิจของคุณคืออะไร?
นี่คือภาพรวมใหญ่ ต้องรู้ว่าเหตุผลที่คุณเริ่มทำโฆษณาตั้งแต่แรกคืออะไร คุณต้องการเพิ่มรายได้ประจำปีขึ้น 15% หรือเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดอีก 10% หรือไม่? นั่นแหละคือ “วัตถุประสงค์หลัก” ของคุณ - เป้าหมายของแคมเปญนี้คืออะไร?
ส่วนนี้คือการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ระดับสูงของคุณให้กลายเป็นภารกิจที่วัดผลได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพ เป้าหมายของแคมเปญควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของคุณเสมอ - ตัวชี้วัดไหนดีที่สุดในการวัดผลลัพธ์ของเป้าหมายนั้น?
ในวงการการตลาด ทุกบทสนทนาย่อมมาบรรจบที่อักษรย่อ 3 ตัวนี้ — KPI หรือ Key Performance Indicator ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักที่ช่วยตัดสินว่าแคมเปญของคุณ “ประสบความสำเร็จ” หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการวัดความคุ้มค่าผ่าน Return on Ad Spend (ROAS) หรือประสิทธิภาพจากต้นทุนต่อคลิกที่ต่ำ (CPC) - ค่าตัวเลขเป้าหมายที่ชัดเจนของ KPI คือเท่าไร?
นี่คือวิธีการกำหนดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ค่าตัวเลขเป้าหมายนี้เปรียบเสมือนสัญญาณบอกประสิทธิภาพ — หากค่าต่ำกว่าเป้า แปลว่าควรเร่งปรับกลยุทธ์ แต่ถ้าสูงกว่าเป้าหมาย? นั่นแหละเป็นเวลาที่คุณควรฉลอง (และอาจถึงเวลาขอเพิ่มงบประมาณอีกด้วย!) - กลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร และเป้าหมายที่ตั้งเหมาะกับกลุ่มนี้หรือไม่?
มาพูดถึง “กลุ่มเป้าหมาย” กันหน่อย ต่อให้โฆษณาของคุณยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ถ้าไปถึงคนผิดกลุ่ม ก็ไร้ประโยชน์ การรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณอย่างชัดเจนจะช่วยให้คุณสามารถสร้างแคมเปญที่พูดกับพวกเขาโดยตรงได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้แน่ใจว่าเป้าหมายที่ตั้งเป็นไปได้จริงสำหรับคนกลุ่มเหล่านั้น
ติดตั้งระบบติดตามผลที่ครอบคลุมมาใช้
หากคุณเคยเปิดแคมเปญโฆษณามาก่อน คุณจะรู้ดีว่าการตั้งค่าระบบติดตามผลที่ครอบคลุมมีความสำคัญแค่ไหน เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยให้ทุกบาทของงบโฆษณามีคุณค่า แทนที่จะถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ พูดง่าย ๆ ก็คือ “สิ่งที่คุณไม่สามารถวัดได้ คุณก็ไม่สามารถพัฒนาได้”
ต่อไปนี้คือวิธีการวัดประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา เพื่อให้แน่ใจว่าแคมเปญของคุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยข้อมูลตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้น
- Google Analytics 4
Google Analytics 4 คือเครื่องมือวิเคราะห์โฆษณาที่สำคัญมาก ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจประสิทธิภาพของเว็บไซต์ในเชิงลึกได้อย่างแม่นยำ ด้วยโมเดลการเก็บข้อมูลแบบ “event-based” ที่สามารถติดตามพฤติกรรมสำคัญของผู้ใช้ เช่น การคลิก การกรอกฟอร์ม หรือการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งช่วยให้คุณวัดผลความสำเร็จของโฆษณาได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องคาดเดาเอง - Ad Platform Pixels
Pixel คือ โค้ดขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เสมือนนักสืบมืออาชีพของแคมเปญ ช่วยติดตามทุกการเคลื่อนไหวของผู้ใช้หลังจากคลิกโฆษณาของคุณ ทำไมมันถึงสำคัญขนาดนั้น? เพราะมันช่วยบันทึกว่าใครเคยเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ทำให้คุณสามารถ “รีมาร์เก็ตติ้ง” หรือยิงโฆษณาซ้ำไปยังกลุ่มนั้นได้อย่างตรงจุด ที่สำคัญกว่านั้น Pixel ยังช่วยให้คุณเก็บข้อมูลจากโฆษณาได้อย่างเต็มที่ เพื่อพิสูจน์ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และช่วยให้อัลกอริทึมเรียนรู้ว่าควรหาลูกค้าประเภทไหนที่พร้อมจะตอบรับข้อเสนอของคุณ - UTM Parameters
อีกหนึ่งเครื่องมือติดตามที่ขาดไม่ได้คือ “UTM (Urchin Tracking Module)” ที่ช่วยบอกอย่างละเอียดว่าผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณมาจากที่ไหน และเข้ามาได้อย่างไร เช่น UTM สามารถระบุได้ชัดเจนว่าผู้ใช้รายหนึ่งมาจากโฆษณา Instagram ของคุณโดยตรง ทำให้คุณไม่ต้องเดาอีกต่อไป เครื่องมือนี้ไม่ได้แค่ป้องกันไม่ให้คุณสรุปผลแบบผิดๆ แต่ยังช่วยให้คำตอบที่ชัดเจนกับคุณได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
รู้จักตัวเลขของคุณ: คู่มือสู่การเข้าใจเมตริกสำคัญทางโฆษณา
การจ้องมองสเปรดชีตที่เต็มไปด้วยตัวเลขและสถิติโฆษณาอาจดูน่าปวดหัว คุณรู้ว่าความลับของความสำเร็จในการทำแคมเปญซ่อนอยู่ในนั้นแน่ ๆ แต่สิ่งที่เห็น กลับมีแค่คอลัมน์กับตัวเลขเท่านั้น
ถึงเวลามาเปลี่ยนมุมมองกันแล้ว
- ตัวชี้วัดด้านการรับรู้ (Awareness Metrics)
ก่อนที่คุณจะได้ “คลิก”, “คอมเมนต์” หรือ “คอนเวอร์ชั่น” จากผู้ชมของคุณ สิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือพวกเขาต้อง “รู้จักคุณก่อน” ตัวชี้วัดด้านการรับรู้จึงเป็นการวัดงานด้านดิจิทัลของคุณว่าคุณเข้าถึงผู้คนได้มากขนาดไหน และพวกเขาเห็นคุณบ่อยแค่ไหน - จำนวนครั้งที่ถูกแสดงผล (Impressions)
นี่คือตัวเลขการแสดงข้อมูลดิบ หากหนึ่งคนเห็นโฆษณาของคุณ 5 ครั้ง ก็นับเป็น 5 impressions หมายถึงจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดงทั้งหมด ไม่ใช่จำนวนคนที่เห็น - การเข้าถึง (Reach)
ส่วนนี้จะนับ “จำนวนคน” จริง ๆ แม้คนหนึ่งคนจะเห็นโฆษณา 5 ครั้ง แต่จะถูกนับเป็นเพียง 1 ครั้ง โดย reach คือจำนวน “ผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกัน” ที่เห็นโฆษณาของคุณทั้งหมด - ความถี่ในการเห็นโฆษณา (Frequency)
บอกค่าเฉลี่ยว่าโดยทั่วไปแล้ว “แต่ละคนเห็นโฆษณาของคุณกี่ครั้ง” เป็นเส้นบาง ๆ ระหว่างการเป็นแบรนด์ที่รู้จักดีกับการถูกมองข้ามเพราะเห็นบ่อยเกินไป - ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง (CPM)
นี่คือต้นทุนที่คุณต้องจ่ายสำหรับการให้โฆษณาถูกแสดงผล 1,000 ครั้ง เป็นตัวชี้วัดมาตรฐานที่ใช้บอก “ราคาของการปรากฏบนหน้าจอ” โดยยังไม่วัดว่าผู้ชมให้ความสนใจจริงหรือไม่
ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วม (Engagement Metrics)
เคยสงสัยไหมว่า คนดูของคุณกำลังเปิดวิดีโอซ้ำเพราะชอบจริง ๆ หรือแค่รอให้ปุ่ม “ข้ามโฆษณา” ปรากฏขึ้น? นั่นแหละคือหน้าที่ของตัวชี้วัดการมีส่วนร่วม (Engagement Metrics)
- คลิก (Clicks)
ตัวชี้วัดนี้นับจำนวนการตอบสนองโดยตรงที่ผู้ใช้มีต่อโฆษณาของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการคลิกลิงก์ การขยายวิดีโอให้เต็มหน้าจอ หรือการแตะปุ่ม Call-to-Action - อัตราการคลิก (Click-Through Rate หรือ CTR)
CTR คือเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่คลิกโฆษณาหลังจากการมองเห็น เปรียบเหมือนการเล่าเรื่องตลกในงานปาร์ตี้ – จำนวนครั้งที่คนได้ยินคือ “การแสดงผล (Impressions)” ส่วนจำนวนคนที่หัวเราะคือ “CTR” - ต้นทุนต่อการคลิก (Cost Per Click หรือ CPC)
คือจำนวนเงินเฉลี่ยที่คุณจ่ายทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณา เป็นตัวเลขทางการเงินที่แสดงความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างงบโฆษณากับการมีส่วนร่วมที่ได้รับ - การมีส่วนร่วม (Engagement)
ถ้าการคลิกคือการ “เอนตัวเข้ามาฟัง” การมีส่วนร่วมก็เปรียบเหมือนการ “ดึงเก้าอี้มานั่งคุยด้วย” คือช่วงเวลาที่ผู้ใช้รู้สึกอินกับข้อความของคุณจนอยากกดไลก์ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์ต่อ เพราะเนื้อหานั้นโดนใจจริง ๆ
ตัวชี้วัดการเปลี่ยนเป้าหมาย (Conversion Metrics)
การมีส่วนร่วม (Engagement) เปรียบเสมือนการที่คุณได้เหยียบเท้าเข้าไปในวงสนทนา แต่การเปลี่ยนเป้าหมาย (Conversions) คือการที่คุณได้งานทำ นี่คือจุดที่ความสนใจพุ่งทะยานนำไปสู่การกระทำ และมักเป็นเป้าหมายสุดท้ายของแคมเปญโฆษณา
การเปลี่ยนเป้าหมาย (Conversions)
นี่คือโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน Conversion คือการที่ผู้ใช้ทำสิ่งที่คุณตั้งความหวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การสมัครรับจดหมายข่าว หรือการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นของคุณอัตราการเปลี่ยนเป้าหมาย (Conversion Rate)
ตัวชี้วัดนี้เปิดเผยว่าโฆษณาของคุณ “โน้มน้าวใจ” ได้ดีแค่ไหนหลังจากที่ผู้ใช้คลิกเข้าไปแล้ว จากผู้ที่สนใจคลิกโฆษณาทั้งหมด มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ดำเนินการต่อจนเกิดการเปลี่ยนเป้าหมายจริงๆ?ต้นทุนต่อการได้มา (Cost Per Acquisition หรือ CPA)
หลังจากที่ผ่านการคลิก การแสดงผล และใช้จ่ายโฆษณามาทั้งหมด ตัวเลขนี้จะบอกคุณอย่างชัดเจนว่าคุณ ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่เพื่อแลกกับการได้ลูกค้าใหม่ ผู้สมัครสมาชิก หรือผู้สนใจ (Lead) มาหนึ่งคนผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (Return on Ad Spend หรือ ROAS)
และสุดท้าย ตัวชี้วัดที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ ROAS คิดง่ายๆ ข้อเดียวคือ ทุกๆ หนึ่งบาทที่เราลงทุนไปกับการโฆษณา เราจะได้เงินกลับคืนมากี่บาท? นี่คือตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดว่าแคมเปญโฆษณาของคุณเป็นการลงทุนที่ทำกำไรได้จริง หรือเป็นแค่การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยไปวันๆ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก – การแบ่งส่วนข้อมูลของคุณ (Segmenting Your Data)
การมองข้อมูลจากมุมสูงอย่างเดียวนั้นไม่พอ หัวใจสำคัญอย่างแท้จริง คือคุณต้องเจาะลึกและขุดคุ้ยรายละเอียดในทุกแง่มุม เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าโฆษณาของคุณทำงานเป็นอย่างไร ทำไมต้องทำแบบนั้น? ก็เพราะภาพรวมคร่าวๆ สามารถทำให้คุณเข้าใจผิดได้ และก่อนที่คุณจะรู้ตัว คุณก็อาจจะทำการเปลี่ยนแปลงโดยอ้างอิงจากเรื่องราวที่ไม่สมบูรณ์ พูดง่ายๆ คือ การพึ่งเพียงค่าเฉลี่ยเป็นวิธีที่จะทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จและเผชิญกับความล้มเหลว คุณไมกี้ (Mikey) ผู้จัดการแคมเปญ PPC อาวุโสของเรา อธิบายว่า วิธีการที่คุณจะแยกกลุ่มที่ ทำกำไรออกจากกลุ่มที่ไม่ทำกำไรได้คือ: “ถ้าไม่ได้แบ่งส่วนข้อมูล (segmenting) แคมเปญอาจจะแสดง CPA เฉลี่ย อยู่ที่ $50 แต่เมื่อคุณแบ่งส่วนตามอุปกรณ์ คุณอาจจะพบว่า CPA ของมือถือ (Mobile) อยู่ที่ $100 และ CPA ของเดสก์ท็อป (Desktop) อยู่ที่ $20 การแบ่งส่วนข้อมูลจะบอกคุณอย่างชัดเจนว่า คุณควรลงมือทำตรงไหน เป็นการลดความพยายามและงบประมาณในส่วนของมือถือ แล้วไปเพิ่มในส่วนของเดสก์ท็อป”การแบ่งส่วนข้อมูล (data segmentation) มีความสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะมันคือกระบวนการแบ่งและจัดระเบียบข้อมูลของคุณออกเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง ที่มีลักษณะร่วมกัน เป็นวิธีการที่คุณจะเข้าถึงผู้คนได้แบบส่วนตัว และทิ้งแนวคิดที่ว่า ‘ใช้ได้กับทุกคน’ (one size fits all) ที่ล้าสมัยไปได้เลยการแบ่งส่วนตลาดตามกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation by Audience)
หัวใจของการแบ่งส่วนกลุ่มเป้าหมายคือการระบุว่า คนกลุ่มไหนคือกลุ่มที่ตอบสนองต่อสิ่งที่เรานำเสนอมากที่สุด ลองนึกภาพคุณกำลังทำแคมเปญโฆษณาเพื่อขายรองเท้าผ้าใบสไตล์เรโทรคู่ใหม่ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนโฆษณาสูงสุด (ROI) คุณย่อมอยากรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายไหนที่คุ้มค่าแก่การทุ่มงบประมาณและทรัพยากรลงไป ด้านล่างนี้คือ 3 วิธีที่คุณสามารถใช้แบ่งส่วนกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า-
ประเภทของกลุ่มเป้าหมาย (Audience Types)
ส่วนนี้คือการที่คุณทดลอง หาวิธีใหม่ๆ ในการเข้าถึงผู้คน คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจากการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ ตามงานอดิเรกและความสนใจของพวกเขา หรือจากการปล่อยให้แพลตฟอร์มค้นหาผู้คนที่มีลักษณะคล้ายกับรายชื่อลูกค้าปัจจุบันของคุณเอง? การแบ่งส่วนตามประเภทกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าแนวทางไหนทำกำไรให้กับแบรนด์ของคุณได้มากที่สุด วิธีนี้ทำได้ด้วยการเปรียบเทียบต้นทุนต่อการซื้อ (CPA) กับผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเภท -
การหาลูกค้าใหม่ (Prospecting) VS การกลับมาหากลุ่มเป้าหมายเดิม (Retargeting)
แคมเปญหาลูกค้าใหม่ (Prospecting) จะกำหนดเป้าหมายไปยังผู้ที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของคุณมาก่อน พวกเขาอาจไม่เคยได้ยินเรื่องรองเท้าผ้าใบเรโทรของคุณเลย ดังนั้นงานของคุณจึงไม่ใช่การทำให้เกิดการซื้อขายในทันที แต่เป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์และจุดประกายความสนใจ ให้มากพอเพื่อดึงดูดความสนใจของพวกเขา ในทางกลับกัน การกลับมาหากลุ่มเป้าหมายเดิม (Retargeting) คือการติดตามผล คนกลุ่มนี้รู้ว่าคุณมีตัวตน พวกเขาเคยเข้าชมเว็บไซต์ของคุณมาก่อน เคยมีส่วนร่วมกับโพสต์โซเชียลมีเดียของคุณ ดังนั้นข้อความที่คุณจะส่งไปจึงสามารถนำเข้าสู่ประเด็นได้ทันที โดยข้อความจะต้องตรงไปตรงมา โน้มน้าวใจ และออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนความสนใจของพวกเขาไปสู่การซื้อขาย กล่าวโดยสรุป การไม่แยกแคมเปญทั้งสองออกจากกัน จะเป็นเหมือนกับการแนะนำตัวเองกับคนที่คุณเคยเจอไปแล้ว (ซึ่งอาจจะดูอึดอัดเล็กน้อย) คุณจะต้องวัดผลความสำเร็จที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้ว คุณควรจะคาดหวัง ROAS ที่สูงขึ้นมากจากความพยายามในการ Retargeting -
ข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย (Demographics)
การวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายมักจะแสดงให้เห็นถึงความจริงที่น่าประหลาดใจว่า ใครคือผู้ที่ซื้อสินค้าของคุณจริง ๆ คุณอาจทำการตลาดรองเท้าผ้าใบเรโทรของคุณไปที่กลุ่มวัยรุ่น แต่กลับพบว่ากลุ่มเป้าหมายที่ทำกำไรให้คุณมากที่สุดคือ กลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) การวิเคราะห์นี้ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณกำลัง ทุ่มงบประมาณไปกับคนที่ตอบรับข้อเสนอจริง ไม่ใช่แค่คนที่คุณคิดว่าตั้งใจจะกำหนดเป้าหมาย การเปรียบเทียบ CPA และ ROAS ในกลุ่มอายุและสถานที่ต่าง ๆ จะช่วยให้คุณค้นพบข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเหล่านี้ได้
การแบ่งส่วนโฆษณาตามความคิดสร้างสรรค์ (Segmentation by Creative)
เมื่อพูดถึงงานความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ทุกคนก็มีความเห็นเป็นของตัวเอง ตั้งแต่เจ้านายของคุณ กราฟิกดีไซเนอร์ หรือแม้แต่พนักงานขายตัวท็อปของคุณ ความคิดเห็นที่แตกต่างกันย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ในการโฆษณาจะมีความคิดเห็นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่นำมาซึ่งผลลัพธ์ นั่นก็คือ ความคิดเห็นจากข้อมูล (Data) แคมเปญโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) ย่อมรวมถึงการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานสร้างสรรค์ของคุณด้วย-
รูปแบบโฆษณา (Ad Format)
เราทุกคนต่างมีความชอบส่วนตัวในการรับชมโฆษณา รูปแบบวิดีโออาจถูกเลื่อนผ่านไป และภาพที่น่าสนใจอาจช่วยดึงดูดพวกเขาไว้ได้ การแบ่งส่วนตามรูปแบบช่วยให้คุณเห็นว่าโครงสร้างแบบภาพนิ่ง แบบวิดีโอ หรือแบบเลื่อนหมุนไปมา (Carousel) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสื่อสารข้อความของคุณ -
องค์ประกอบภาพ (Visuals)
องค์ประกอบภาพของคุณคือสิ่งที่สร้างการเชื่อมต่อแรกกับผู้ชม เป็นเหตุผลว่าทำไมการรู้ว่าพวกเขาสนใจเข้าถึง (Resonate) อะไรจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แล้ววิดีโอที่ขัดเกลาและตัดต่ออย่างสมบูรณ์มีการคลิกมากกว่าวิดีโอแบบดิบๆ ซึ่งถ่ายด้วย iPhone หรือไม่? ผู้ชมของคุณตอบสนองแบบไหนมากกว่า? วิธีเดียวที่จะรู้ได้อย่างแน่ชัดคือ การวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายของคุณ เช่น อัตราการคลิกผ่าน (Click-through rates), อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า (Conversion rates), และ ต้นทุนต่อการกระทำ (CPA) -
ข้อความโฆษณา (Ad Copy)
ข้อความโฆษณา ของคุณคือปัจจัยในการตัดสินใจ เป็นสิ่งที่โน้มน้าวให้ผู้ชมตอบสนอง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ หรือการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ การเจาะลึกข้อมูลจะให้ความชัดเจนที่จำเป็นเพื่อดูว่าผู้ชมของคุณชอบ ข้อความที่ดึงดูดใจ (Punchy messages) หรือ การเล่าเรื่องที่มีจุดมุ่งหมาย (Intentional storytelling) ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณาของคุณได้ -
คำกระตุ้นการตัดสินใจ (Call-to-Action – CTA)
คำที่คุณเลือกใช้สำหรับ CTA มีความสำคัญ มันสามารถส่งผลอย่างมากต่ออัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าของคุณ ข้อมูลนี้จะเปิดเผยว่า คำเฉพาะไหนบ้างที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการกระตุ้นลูกค้าของคุณให้ตัดสินใจ
การแบ่งกลุ่มตามอุปกรณ์ (Segmentation by Device)
หากคุณไม่ได้แบ่งกลุ่มโฆษณาตามอุปกรณ์ คุณอาจกำลังสูญเสียโอกาส ทัศนคติของผู้คนและประสบการณ์ของผู้ใช้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างมือถือกับเดสก์ท็อป ลองคิดดูว่า วิธีที่คุณดูข้อมูลบนโทรศัพท์มือถือขณะต่อคิวซื้อกาแฟนั้นไม่เหมือนกับการที่คุณเลือกซื้อสินค้าที่โต๊ะทำงานเลย การวิเคราะห์ประสิทธิภาพตามอุปกรณ์เป็นวิธีที่คุณจะมั่นใจได้ว่าคุณกำลังแสดงโฆษณาที่ถูกต้องแก่คนที่ใช่ในบริบทที่เหมาะสม และนี่คือพลังของแคมเปญโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แล้วมันทำงานอย่างไร? โดยการใช้เครื่องมือรายงานการวิเคราะห์โฆษณาของคุณ คุณสามารถวัดผลได้ว่าแคมเปญโฆษณาของคุณทำงานอย่างไรบนอุปกรณ์ต่างๆ หาก 90% ของปริมาณการเข้าชมมาจากอุปกรณ์มือถือ ข้อมูลนี้จะบ่งบอกว่าคุณอาจจำเป็นต้องปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้มือถือจะได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่น ลองจินตนาการถึงความสามารถในการดึงข้อมูลอันมีค่าทั้งหมดมาใช้ได้ และคุณก็ทำได้อย่างแน่นอนการแบ่งกลุ่มตามช่วงเวลา (Segmentation by Time)
ส่วนนี้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีก คุณสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์โฆษณาของคุณเพื่อแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามช่วงเวลาได้เลย คนคนเดียวกันสามารถเป็นผู้บริโภคที่แตกต่างกันในเช้าวันพฤหัสบดีกับเย็นวันเสาร์ ในวันธรรมดา พวกเขาอาจอยู่ในโหมดที่เน้นการทำงาน การแก้ปัญหา แต่พอเป็นวันเสาร์ ความสนใจนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นการค้นหาสิ่งใหม่ๆ และการพักผ่อนหย่อนใจ การแบ่งกลุ่มตามช่วงเวลาจะช่วยให้คุณ ปรับแต่งข้อความ ให้เข้ากับความสนใจที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เป็นการตอบคำถามที่ว่า ‘ตอนนี้ผู้ชมของฉันพร้อมที่จะรับฟังเรื่องอะไร?’ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล คุณจะมั่นใจได้ว่าคุณเข้าถึงผู้คน ไม่เพียงแค่ตอนที่พวกเขาใช้งาน แต่ยังเป็นตอนที่พวกเขามีแนวโน้มจะเปิดรับมากที่สุดอีกด้วยวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อปรับปรุงโฆษณาของคุณ
งานจริงๆ ของโฆษณาใดๆ คือการปรับปรุงแก้ไข และหัวใจสำคัญของการปรับปรุงที่มีประสิทธิผลก็คือ… คุณเดาถูกแล้ว นั่นคือ ข้อมูล แต่มันไม่ใช่แค่ข้อมูลอะไรก็ได้ที่สำคัญ หรือข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ถือว่าเป็นอดีตไปแล้ว และรายงานผลการดำเนินงานที่สวยหรูที่อาจทำให้ประมาทได้ สิ่งที่คุณต้องการคือ ระบบป้อนกลับแบบเรียลไทม์ (real-time feedback loop) ที่เน้นการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง-
การทดสอบ A/B (A/B Testing)
แพลตฟอร์มโฆษณาส่วนใหญ่มีการทดสอบ A/B แต่เป็นคุณสมบัติที่นักการตลาดหลายคนมองข้ามไป เพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่าจะใช้มันให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร แล้วการทดสอบ A/B คืออะไร? มันคือโอกาสของคุณในการทดสอบโฆษณาสองเวอร์ชั่นที่แตกต่างกัน โดยเปลี่ยนเพียงตัวแปรเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นงานครีเอทีฟ หัวข้อบทความหรือกลุ่มเป้าหมายของคุณ และยังเป็นตัวตัดสินทุกข้อถกเถียงในการประชุมการตลาดประจำสัปดาห์ของคุณอีกด้วย เป้าหมายคือการปล่อยให้ ข้อมูล (ไม่ใช่ความคิดเห็นคนส่วนมาก) เป็นผู้กำหนดทิศทางของแคมเปญของคุณ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจากการคาดเดาไปสู่การตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับซึ่งคุณสามารถทำซ้ำได้ในอนาคต -
การปรับแต่งกลุ่มเป้าหมาย (Refining Targeting)
ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของคุณจะแสดงให้คุณเห็นว่าคุณควรพูดคุยกับใคร สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ เช่น ผู้ใช้ที่เคยมีส่วนร่วมกับโฆษณาชิ้นก่อนหน้า หรือผู้ที่เคยซื้อสินค้าจากคุณไปแล้ว การพูดคุยโดยตรงกับกลุ่มเฉพาะเหล่านี้จะทำให้การตลาดของคุณมีความเกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น -
การเพิ่มประสิทธิภาพช่องทาง (Optimising the Funnel)
เรารู้ดีว่าโฆษณาที่สมบูรณ์แบบมีข้อจำกัด เพราะมันจะช่วยให้คุณได้ยอดคลิก แต่การเปลี่ยนเป็นยอดขาย (conversion) จะเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ หากมีความไม่เชื่อมโยงกันหรือความไม่สอดคล้องกันระหว่างโฆษณาและหน้า Landing Page ของคุณ การเดินทางของผู้ใช้ก็จะสิ้นสุดลงทันที ข้อมูลที่คุณรวบรวมจากโฆษณาของคุณสามารถบอกได้ชัดว่าผู้ใช้สูญเสียความสนใจไปที่ใด บางทีอาจเป็นกระบวนการชำระเงินที่ซับซ้อน หรือภาษาที่ทำให้เกิดความสับสนบนหน้า Landing Page ของคุณ ข้อมูลนี้สามารถปรับปรุงช่องทางและประสบการณ์ลูกค้าโดยรวมให้ดียิ่งขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มยอดขายที่มากขึ้น
พร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลของคุณให้มากที่สุดแล้วหรือยัง?
แล้วข้อความหลักคืออะไร? ข้อมูลของคุณควรเป็นพลังที่มองไม่เห็นแต่ปฏิเสธไม่ได้ ที่คอยนำทางทุกการตัดสินใจ การปรับปรุง และกลยุทธ์ที่คุณสร้างขึ้นร่วมกับทีมของคุณ มันไม่ใช่สิ่งที่จะมาคิดถึงทีหลัง หรือเป็นงานที่ทำเมื่อคุณมีเวลาว่าง
ลองคิดว่ามันคือ บทนำของการตลาดทั้งหมดของคุณ มันคือเรื่องราวสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก่อนที่การดำเนินการจะเริ่มต้นขึ้น
ดังนั้น ดำดิ่งสู่การวิเคราะห์ ใช้เครื่องมือที่มี ทำความเข้าใจกับกราฟข้อมูล ทดลองกับการทำ A/B testing คำตอบที่คุณกำลังมองหารอคุณอยู่ที่นั่นแล้ว รออยู่ในข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายของคุณ
ต้องการความช่วยเหลือในการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกของคุณไหม? ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราที่ Move Ahead Media ได้เลยวันนี้!

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
วิธีที่เร็วที่สุดในการหาว่ามีการใช้จ่ายที่สูญเปล่าไปหรือไม่ คืออะไร?
วิธีที่เร็วที่สุดในการหาว่ามีการใช้จ่ายที่สูญเปล่าคือการมุ่งเน้นไปที่สองส่วนหลัก คือ วัตถุประสงค์และ กลุ่มเป้าหมายของคุณ ประการแรก ต้องแน่ใจว่าคุณมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและวัดผลได้ หากไม่มีเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จ คุณก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรทำผลงานได้ไม่ดี
ประการที่สอง ตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืนยันว่าคุณกำลังกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มคนที่ถูกต้อง แม้แต่โฆษณาที่ดีที่สุดก็ล้มเหลวได้หากแสดงให้คนผิดกลุ่ม
วิธีที่ดีที่สุดในการทำ A/B-test (ทดสอบ A/B) ชิ้นงานโฆษณา (creative) โดยที่ยังคงรักษาข้อมูลให้สะอาด (clean data) คืออะไร?
วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาข้อมูลให้สะอาดคือการปฏิบัติตามกฎหนึ่งตัวแปร (one-variable rule) ให้เปลี่ยนเพียงองค์ประกอบเดียวเท่านั้นระหว่างเวอร์ชั่น “A” และ “B” ของคุณ
องค์ประกอบที่ว่านี้อาจเป็นหัวเรื่อง รูปภาพ หรือคำกระตุ้นการตัดสินใจ (call-to-action) แต่ห้ามเปลี่ยนทั้งสามอย่างพร้อมกันเด็ดขาด เป้าหมายคือเพื่อให้คุณสามารถระบุความแตกต่างของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้โดยตรงจากองค์ประกอบที่คุณเปลี่ยน นักการตลาดหลายคนทำผิดพลาดโดยการหยุดการทำ A/B-test เร็วเกินไป การปล่อยให้การทดสอบของคุณดำเนินต่อไปนานพอ จะช่วยให้คุณสามารถรวบรวมผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้มากขึ้นด้วยเครื่องมือวิเคราะห์โฆษณา
ตัวชี้วัด (metrics) ใดที่บอกฉันได้จริง ๆ ว่าแคมเปญของฉันกำลังทำงานได้ดี?
ตัวชี้วัดที่ “ดีที่สุด” ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแคมเปญของคุณ กุญแจสำคัญคือการปรับตัวชี้วัดของคุณให้สอดคล้องกับเป้าหมายในช่องทางการตลาด
- สำหรับ แคมเปญสร้างการรับรู้ (Awareness Campaigns) ให้มุ่งเน้นไปที่ Reach (การเข้าถึง) และ Impressions (การแสดงผล) เพื่อวัดจำนวนผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกันที่เห็นโฆษณาของคุณ
- สำหรับแคมเปญสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement Campaigns) ให้ติดตาม Click-Through Rate (CTR) และ Cost Per Click (CPC) เพื่อวัดว่าคุณกระตุ้นความสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน
- สำหรับแคมเปญสร้างยอดขายให้มุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดที่วัดผลทางธุรกิจโดยตรง เช่น Cost Per Acquisition (CPA) และ Return on Ad Spend (ROAS)
โดยรวมแล้วการให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด เช่น ROAS มากกว่าจะเป็นเพียงแค่จำนวนคลิกธรรมดา จะช่วยเพิ่มความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความสำเร็จของแคมเปญ มันคือสิ่งที่ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนจากการทำโฆษณาแบบทั่วไปไปสู่การทำโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้



